วันศุกร์ที่ 12 ตุลาคม พ.ศ. 2555

บทพิสูจน์..ที่มาของรายได้

ถ้าเราไม่ใส่ใจว่า ธุรกิจเครือข่ายนั้นๆ ทำธุรกิจเกี่ยวกับสินค้าประเภทไหน ไม่ว่าจะอุปโภค-บริโภค, อาหารเสริม, เครื่องสำอาง, หรือแม้กระทั่ง ปุ๋ย เป็นต้น การที่มีลูกค้าซื้อสินค้าไม่ว่าจะเป็นอะไรก็ตาม โดยปกติแล้วธุรกิจเครือข่ายจะต้องมี ระบบจัดเก็บข้อมูลผ่านระบบคอมพิวเตอร์ที่ถูกต้องและสามารถตรวจสอบได้ การเก็บข้อมูลตรงนี้จะเป็นตัวบอกว่า ในเดือนหนึ่งๆ ที่ผ่านไปใครซื้อสินค้า หรือขายสินค้ามากน้อยแค่ไหน และปันผลคืนให้ในรูปแบบของสหกรณ์ในโรงเรียนตอนเด็ก ๆ นั้นหล่ะ ซื้อเยอะก็ได้คืนเยอะ ซื้อน้อยก็ได้คืนน้อย ก่อนที่จะเป็นธุรกิจเครือข่ายก็คือ สหกรณ์นั่นเอง  เมื่อธุรกิจที่มีลักษณะของสหกรณ์ มันไม่แฟร์ตรงที่ เราอุตส่าห์ไปบอกเพื่อน ให้มาซื้อของที่นี้แล้วได้เงินคืน ทำไมเราไม่ได้อะไรกลับมาบ้างน้า ก็เราเป็นคนโฆษณาให้ชัด ๆ รู้ไหมว่าสหกรณ์ของคนเติบโตขึ้นได้เพราะ เรานะเนี่ย….นี่หล่ะธุรกิจเครือข่ายคือ คำตอบ

ในธุรกิจเครือข่ายจะต้องมีระบบที่คอยจดจำให้เราว่า เราชักชวนหรือแนะนำ สินค้าให้ใครบ้าง เราไปบอกให้ใครมาซื้อบ้าง ซึ่งยิ่งบอกเยอะคนซื้อก็เยอะขึ้น มากขึ้นเรื่อย ๆ จนเรียกว่า องค์กรหรือเครือข่าย  อัตราการบริโภคหรือใช้สินค้า ผ่านการแนะนำของเราและองค์กร ถือว่าเราเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ตรงนี้ เพราะถ้าเราไม่บอกไม่แนะนำก็ไม่มีคนมาซื้อของจากบริษัทคุณหรอกนะ ตรงนี้เองที่บริษัทธุรกิจเครือข่าย เค้าสำนึกในบุญคุณของเรา จึงผลปันเป็นรายได้ให้กับเรานั้นเอง ตรงนี้เองที่เอาไว้พิสูจน์แหล่งที่มาของรายได้ในธุรกิจเครือข่ายต่างๆ คราวนี้เราก็ต้องมาดูอีกว่า บริษัทไหนปันผลให้กับเราหรือสมาชิกอย่างไรบ้าง

ลักษณะการปันผลในธุรกิจเครือข่าย
ทุกๆ ธุรกิจเครือข่ายจะปันผลในกับลูกค้าและองค์กรของเค้าผ่านทางข้อกำหนดของ แผนการตลาด นั้นเอง ที่เค้าเรียก ๆ กันว่า แผนฉันดีอย่างนั้น อย่างนี้ อย่าไปเสียเวลาเอา แผนการตลาดของเราไปทะเลาะกับแผนการตลาดของคนอื่นเลย แต่ละแผนสร้างให้มีคนที่ประสบความสำเร็จ กันแล้วทั้งนั้น แผนการตลาด เป็นข้อกำหนดที่บอกว่าเราและองค์กรมียอดใช้สินค้าเท่าไหร่ แล้วจะปันผลเป็นกี่ % ( เปอร์เซ็นต์ ) คนที่ไม่เข้าใจลักษณะแผนการตลาดแบบนี้มักจะมองว่า

ธุรกิจเครือข่าย > แชร์ลูกโซ่ > กินหัวคิว > ธุรกิจน่ารังเกียจ
มองแบบนี้บอกได้ว่าเค้าไม่เข้าใจ รูปแบบการดำเนินธุรกิจในแบบที่ดิฉันอธิบายไปข้างต้น ยังไม่อีกหลากหลายเหตุผลที่เราสามารถยกขึ้นมาเป็นปัจจัยสนับสนุนในเข้าใจมากขึ้นได้อีก

อีกข้อหนึ่งที่เราต้องยอมรับว่า ธุรกิจเครือข่ายนี้ทำให้คนประสบความสำเร็จเป็นหลักหลายล้านคนทั่วโลกมาแล้วก็ว่าได้ ผลิตจากชีวิตคนจนที่ไม่มีอะไรเลย ให้กลับกลายเป็นเศรษฐีได้ แต่อีกแง่หนึ่งก็มีอีกหลายคนที่ต้องเจ็บตัวกับธุรกิจเครือข่ายเช่นกัน ดังนั้น สิ่งสำคัญคือ ต้องทำอยู่ในความถูกต้อง ถูกระบบ ถูกที่ ถูกเวลา ถูกคน และถูกวิธีการที่เราทำได้จริงๆ อย่าเอาแต่ใจคนอื่น หรือความต้องการของคนอื่นเป็นหลัก เพราะจะทำให้สูญเสียความเป็นตัวเราไปได้ สุดท้ายก็หมดสิ้นทุกอย่างที่ไม่น่าจะสูญเสียเลย

วันเสาร์ที่ 6 ตุลาคม พ.ศ. 2555

เงินแสน(สาหัส) นี้...ได้จริงหรือไม่ ?

" ทำงานพาร์ทไทม์ มีสิทธิ์ได้เงินแสน"  ดิฉันเชื่อว่า พวกเราทุกคนคงเคยเห็นข้อความเหล่านี้มาบ้างแล้วไม่ว่าจะเป็นตามเว็บไซต์ เว็บบอร์ด เฟสบุ้ค หรือแม้แต่ในอีเมล์ของเรา คุณเคยลองหาคำตอบดูมั้ยว่ามันคืออะไร แล้วมันเป็นแบบนั้นได้จริงมั้ย ?  สำหรับดิฉัน..เคยค่ะ ! และวันนี้ดิฉันจะนำมาเล่าสู่กันฟัง  โดยนิสัยส่วนตัวที่ชอบหาอะไรทำเกี่ยวกับการสร้างรายได้อยู่เสมอ แต่ก่อนที่จะตัดสินใจทำอะไรลงไปนั้น ดิฉันต้องศึกษาข้อมูลมาเป็นอย่างดีสักระยะเรียกได้ว่า ต้องมีความมั่นใจในระดับที่พอรับได้ก่อน หรือการบริหารความเสี่ยงแบบย่อมๆนั่นเอง

ธุรกิจออนไลน์ที่มีการโปรโมตกันเกลื่อนบนโลกออนไลน์ ไม่ว่าจะเป็นออนไลน์แท้ ออนไลน์เทียม มีให้เห็นผ่านตากันทุกวัน วันแล้ว วันเล่า จนในที่สุด วันหนึ่งดิฉันอยากรู้จริงๆ วันมันคืออะไร ทำไมมันถึงได้รวยอะไรกันนักหนา ดิฉันจึงตัดสินใจกรอกข้อมูลลงไปในเว็บเหล่านี้ โดยดิฉันเลือกกรอกไป 2-3 เว็บ ซึ่งส่วนใหญ่เขียนคำโฆษณาว่าเป็นงานประชาสัมพันธ์ นั่งหน้าคอมวันละไม่กี่ชั่วโมงก็สร้างรายได้หลายพันใน 1 สัปดาห์ หน้าตาของโฆษณาก็จะมีลักษณะประมาณนี้

" สวัสดีค่ะ..ขอโทษค่ะตอนนี้ที่บริษัทเค้ารับพนักงานเพิ่มเติมใครสนใจอยากทำงาน Part-time รีบเลยนะค่ะ เราจะสอนให้คุณใช้ Internet พื้นฐานได้เพื่อหารายได้ก้นอาทิตย์ล่ะประมาณ 3,500-9,500 บาท โอนมาให้จิงทุกวันพฤหัสค่ะ ถ้าไม่จริงคงเลิกโพสต์ไปนานแล้วรีบเลยนะค่ะ เชื่อค่ะ และสำหรับคนที่คิดว่าทำอย่างเราไม่เป็นจะมีคนสอนค่ะ สนใจคลิ๊กที่ลิ้งค์ได้เลยค่ะ "

ผ่านไป 3 วัน มีสาวเสียงหวานโทรหาดิฉันอีก ถามว่าอยากทำงานนี้จริงมั้ย มีเวลาใช้เน็ตมากขนาดไหน ดิฉันถามเค้าว่า มันเป็นงานอะไรเหรอ? เค้าก็ตอบว่าเป็นงานประชาสัมพันธ์ผ่านเน็ต ยังมีกั๊กอีก ไม่บอกซะที จากนั้นก็บอกว่าจะส่ง SMS มาบอกชื่อเว็บไซต์เล็กๆ มีเนื้อหาอยู่ 4 หน้า แล้วให้เราเข้าไปอ่านรายละเอียดในเว็บนั้นทุกบรรทัด มีวิดีโอ Youtube ก็ต้องดูให้จบ มีหน้า facebook page ก็ต้องคลิ๊ก like สาวเสียงหวานยังเน้นก่อนวางสายว่าให้อ่านทุกบรรทัดนะค่ะ แล้วจะโทรมาถามว่าเข้าใจรึเปล่า
ด้วยความอยากรู้อยากเห็น เมื่อดิฉันได้รับ SMS ซึ่งเป็นชื่อของเว็บไซต์หนึ่ง (มีชื่อขึ้นต้นว่า MV) ดิฉันก็รีบเข้าไปในเว็บไซต์นั้นแล้วอ่านมันทุกบรรทัด โดยหน้าแรกพูดถึงขุมพลังแห่ง Social Network แถมด้วย Music Video จากวงแคลช ในใจก็คิดว่าสงสัยเป็นงานโปรโมตอัลบั้มเพลงใหม่ พอคลิ๊กไปหน้า 2 ก็พูดถึงการทำงานออนไลน์ หน้าที่ 3 พูดถึงบริษัทขายตรงบริษัทหนึ่ง (มีอักษร M และ V เป็นส่วนประกอบ) อ้าว.. ชักงง แล้วไปหน้าที่ 4 ก็พูดถึงบริษัทนี้ทิ้งทวนอีกครั้ง
ด้วยความที่ดิฉันไม่ได้รังเกียจอาชีพสุจริต รวมถึงธุรกิจขายตรงที่ถูกกฏหมาย จึงไม่มีปัญหาอะไร แต่ก็เกิดคำถามขึ้นในใจว่า เค้าจะให้เราทำอะไรกันแน่ หน้าที่ของเราคือการประชาสัมพันธ์เว็บนี้เท่านั้นเหรอ ดิฉันจึงรอสาวเสียงหวานอย่างจดจ่อ เพื่อเคลียร์คำถามคาใจ จนในที่สุดก็มีเสียงเรียกเข้ามาที่มือถือดิฉัน
“ว่าไงค่ะ ดูเว็บไซต์ของเราแล้วหรือยัง”  สาวเจ้าเปิดประเด็น
“ดูหมดแล้ว” ดิฉันตอบอย่างอ่อนน้อม  ”อ่านทุกบรรทัด ทุกหน้า ตามที่คุณบอกด้วยนะ” ดิฉันพูดเสริม
“เหรอๆ เป็นยังไงมั่ง แล้วคิดยังไงค่ะ” สาวเจ้าถามอย่างตื่นเต้น
“อืม..ม ม  มันเป็นเว็บที่ทำขึ้นเพื่อประชาสัมพันธ์ธุรกิจของบริษัท M..V..  ใช่มั้ย” ดิฉันถามแบบงงๆ
“แต่บอกตรงๆว่า ดิฉันก็ยังไม่เข้าใจว่าจะให้ดิฉันทำอะไร จะให้ดิฉันประชาสัมพันธ์เว็บนี้เหรอ” ดิฉันถามต่อ
“ใช่ค่ะ เป็นเว็บที่เราทำขึ้นเพื่อประชาสัมพันธ์ธุรกิจ M..V.. เป็นธุรกิจขายตรงนะ” เธอตอบแบบติดเขินเล็กๆ
“ดิฉันไม่มีปัญหาอะไรกับธุรกิจขายตรงนะ แต่แค่อยากรู้ว่าจะให้ดิฉันประชาสัมพันธ์เว็บของคุณ แล้วดิฉันได้ตังค์จากคุณ หรือดิฉันต้องสมัคร M..V..  แล้วทำธุรกิจร่วมกับคุณ ” ดิฉันถามไปตรงๆ
“ต้องสมัครร่วมธุรกิจกับเราค่ะ สนใจมั้ยค่ะ”  เธอตอบ
“เหรอค่ะ อืม..ม” ดิฉันพูดเพื่อไม่ให้บรรยากาศนิ่งเงียบเกินไป “งั้นดิฉันคงไม่สนใจนะ แต่ยังไงก็ต้องขอบคุณที่โทรมาให้ข้อมูล” ดิฉันตอบแบบรักษาน้ำใจ แล้วเธอก็วางสายไป

จากบทสนทนานี้ทำให้ดิฉันรู้ว่าธุรกิจออนไลน์แบบ Part time ที่ผู้คนนำเสนอกันเกลื่อนบนเว็บ แท้จริงก็คือ ธุรกิจขายตรงที่พยายามรุกคืบเข้าสู่โลกออนไลน์ตามยุคสมัยที่เปลี่ยนไป แต่เรื่องรายได้จะเป็นจริงอย่างที่เค้าว่านั้นก็ขึ้นอยู่กับเราค่ะ ถ้าเราสมัครร่วมธุรกิจกับเค้า แล้วทำตามแผนงานได้ เราก็จะได้รายได้แบบนั้น แต่นั่นไม่ใช่ประเด็นครับ สิ่งที่ดิฉันต้องการจะบอกก็คือ อย่างที่บอกไปตั้งแต่ต้นว่า ดิฉันไม่ได้มีอคติกับตัวธุรกิจขายตรง แต่กลยุทธ์ดึงดูดคนด้วยวิธีนี้ไม่ใช่แนวทางที่ควรปฏิบัติ และดิฉันเชื่อว่านี่ไม่ใช่แนวทางที่ดีเท่าไรในการทำการตลาดแบบดึงดูด การทำงานลักษณะนี้ใช้ กฏแห่งค่าเฉลี่ย มาเป็นแนวทางการปฏิบัติ คือ กระจายสื่อของตัวเองไปให้ได้มากที่สุด จากนั้นรอผลตอบรับกลับมาเป็นการกรอกข้อมูลแสดงความสนใจ ซึ่งแน่นอนว่าคงมีไม่น้อยที่กรอกข้อมูลไป จากนั้นค่อยมากรองกันอีกทีว่าจะมีคนสนใจจริงๆ กี่คนเมื่อมีการให้ข้อมูลที่แท้จริง หากคุณคิดจะทำการตลาดแบบดึงดูดด้วยวิธีการออนไลน์ ดิฉันแนะนำว่าให้ใช้ความจริงใจเป็นจุดขายของคุณตั้งแต่แรกไปเลยดีกว่าหมกเม็ด ข้อมูลแบบนี้ถึงจะมีคนสนใจในเบื้องต้นมาก แต่ในระยะยาวคงยากค่ะ

ไม่ให้ถูกหลอก ควรเลือกดูอย่างไร (ดี)

หลายคนต้องการประสบความสำเร็จกับการทำธุรกิจเครือข่าย แต่ต้องการที่ปรึกษาที่สามารถช่วยให้คุณประสบความสำเร็จในธุรกิจนี้ได้….จะเลือกอย่างไร หลายคน…หลงทาง…ธุรกิจเครือข่ายด้านมืด…จนหมดตัว…ตายออกจากธุรกิจนี้ไปก็เยอะ…เป็นเพราะอะไร? วันนี้ดิฉันจะแฉข้อมูล…การเลือก กูรู อย่างไร ไม่ให้คุณถูกหลอก ในธุรกิจเครือข่าย MLM เมื่อหลายเดือนก่อนดิฉันไปเจอข้อมูลหนึ่งน่าสนใจมาก มีกูรูคนหนึ่งสร้างรายได้จากการทำธุรกิจเครือข่ายในแบบออนไลน์ เพียงระยะเวลาไม่ถึงสองเดือน ดิฉันก็เริ่ม เอ๊ะใจ ทำไมเขาทำได้เร็วจัง ดิฉันคิดว่าต้องเป็นธุรกิจที่สุดยอดแน่ ๆ เลย แต่พอหาข้อมูลไปมาเหล่านี้ดู ปรากฎว่า กูรูคนนี้ทำธุรกิจ Money Game แชร์ลูกโซ่ (โดยมารยาท ดิฉันคงบอกไม่ได้นะว่า กูรูคนนี้ชื่ออะไร แต่
จะเล่าแชร์ให้ฟังเป็นประสบการณ์) หลายคนมากค่ะ…หวังทำธุรกิจเครือข่าย ต้องการประสบความสำเร็จ…แต่สุดท้ายคนเหล่านี้ก็ต้องล้มเลิกและสาปส่งธุรกิจเครือข่ายไปอย่างน่าอนาถใจ ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น เพราะผู้นำส่วนใหญ่ ไม่คำนึงผลพลอยที่ตามมา ยังไงล่ะค่ะ หวังเพียงแค่ว่า ฉันทำรายได้เป็นแสนเลยนะ คุณมาทำคุณก็มีสิทธิ์ได้เหมือนดิฉัน แต่ความจริงแล้ว มันไม่ได้เป็นแบบนั้นเลยค่ะ คนที่หลงทางเข้าไปในธุรกิจ Money Game ส่วนใหญ่ 99% ไม่ประสบความสำเร็จและทำให้คนเหล่านี้เข้าใจธุรกิจเครือข่าย MLM ว่าคือ ธุรกิจที่หลอกหลวง ดิฉันอยากให้คุณที่กำลังอ่านเรื่องนี้อยู่ ลองตระหนักถึงว่า ธุรกิจเครือข่ายที่คุณทำอยู่นั้นเป็นอย่างไร…

ส่วนตัวดิฉันเอง จากประสบการณ์ตรงที่ดิฉันเจอมากับตัวเอง ดิฉันขอยกตัวอย่างเหล่านี้ ที่ไม่ใช่ธุรกิจเครือข่ายนะ
1. บริษัทไม่มีตัวตน หรือมีจดทะเบียนถูกต้องตามกฎหมายหรือไม่
2. แผนการตลาดจ่ายอย่างไร (ถ้าเป็นการจ่ายที่คุณลงทุนครั้งเดียว แล้วได้ผลกำไรกลับมา
    หลายเท่าตัว หรือ 5x เท่า) ตรงนี้คุณต้องดูการจ่าย เพราะส่วนใหญ่แล้ว Money game หรือ
    แชร์ลูกโซ่ จะเอาเงินของการลงทุนคนใหม่ มาจ่ายให้คนเก่า หรือที่เรารู้จักกันดีกว่า “กิน
    หัวคิว”นั้นเอง
3. สินค้ามีตัวตนหรือไม่ จับต้องได้มั้ย (ถ้าไม่มีสินค้า อย่าคิดจะทำเด็ดขาด หรือมีสินค้าต้องดู
    ว่ามีจดทะเบียนมีการรับรองหรือไม่)

เพียง 3 อย่างนี้ที่คุณต้องตระหนักถึงก่อนจะเข้าร่วมธุรกิจเหล่านี้ เพราะธุรกิจ Money Game แชร์ลูกโซ่ ดิฉันบอกได้เลยว่า ไม่มีวันหมดไปจากโลกนี้แน่นอน ตราบใดที่ยังมีคนโลภอยู่ มันก็จะไม่หมดไปง่าย ๆ เด็ดขาด มีหลายคนบอกว่า เค้าทำ Money Game แล้วยังไงหรอ ? ก็เค้าได้เงินนิ… คุณได้เงิน ถูกต้องค่ะ แต่คนใหม่ ๆ ที่เข้ามาหวังว่าจะได้รายได้เหมือนกับคุณ…แต่เขาเหล่านั้นไม่สามารถมีมีรายได้เหมือนกับคุณได้…เขาก็เลยเข็ดขยาด กับธุรกิจพวกนี้ไปยังไงละค่ะ ไม่ต้องเชื่อในสิ่งที่ดิฉันบอกก็ได้ค่ะ… มีตัวอย่างให้เห็นเยอะแยะมากมาย ณ ปัจจุบันนี้ เวลานี้ ก็ยังมีให้เห็น ๆ กันอยู่  อยู่ที่คุณ เลือก อยู่ที่คุณตัดสินใจ อยู่ที่คุณลงมือทำ

ถ้าคุณทำผิดที่ ทำ 10 ปีก็ไม่รวยค่ะ ถ้าคุณต้องการสำเร็จเหมือนผู้นำที่เขาทำธุรกิจเครือข่ายแล้วมีรายได้เป็นแสนเป็นล้านได้ คุณก็ต้องเข้าใจความหมายธุรกิจเครือข่ายให้ดี ให้ลึกซึ้งเสียก่อนค่ะ ไม่ใช่ฟังผู้นำป่าเถื่อนข้างเดียว….แล้วเชื่อเขาทุกอย่าง บางทีเขาแนะนำคุณในทางที่ผิดโดยที่คุณไม่รู้ตัว…
วันนี้ดิฉันได้ถ่ายทอดให้อ่านอาจจะดูแรงไปหน่อยนะ เพราะดิฉันเห็นธุรกิจ Money Game แชร์ลูกโซ่ นับวันยิ่งคุกคามบนโลกของเราทุกวันๆ  ดิฉันไม่อยากเห็นเพื่อน ๆ พี่ ๆ น้อง ๆ คนใหม่ ๆ เข้าไปแล้วเสียโอกาส กับธุรกิจประเภทนี้….ดิฉันจึงเขียนบทความนี้ขึ้นมาด้วยความรู้สึกของดิฉันอย่างแท้จริง
โลกธุรกิจเครือข่าย จะน่าอยู่ก็ต่อเมื่อไม่มีคนโลภ และไม่มีคนหวังผลประโยชน์ตัวเองก่อนเสมอ..จริงไหมค่ะ

วันเสาร์ที่ 29 กันยายน พ.ศ. 2555

จน ไม่ได้เป็นกรรมพันธุ๋

ใครที่กำลังอ่านเรื่องนี้อยู่ บอกดิฉันได้ไหมว่า..ทำไมถึงจน? ทำไมต้องจน? ไม่มีเวลา? ทำไมไม่มีเวลา? ไม่มีเวลาทำโน้น ไม่มีเวลาทำนี่ ไม่มีๆ และก็ทำไม ฯลฯ เออ..ยังเป็นโจทย์ที่ดิฉันสนใจมากที่สุดตลอดทั้งชีวิตของดิฉันเลยทีเดียว และดิฉันก็เชื่อว่า หลายๆ คนคงเคยใช้ประโยค หรือโจทย์เหล่านี้กับตัวเองบ้างเช่นกันไม่มากก็น้อยใช่หรือเปล่าค่ะ? เพราะอะไรทำไมผู้คนส่วนใหญ่ชอบใช้ประโยคพวกนี้กัน และมันมีอิทธิพลต่อชีวิตเราอย่างไร แบบไหน และหากไม่ต้องการจะใช้ประโยคเหล่านี้อีกต่อไปจะต้องทำยังไง? ดิฉันพยายามคิด และค้นหาคำตอบมาเกือบทั้งชีวิต และได้ศึกษาว่า ทำไมคนส่วนใหญ่ถึงจน?
เหตุผลของคนจนก็คือ

1.คำแก้ตัว
2.ไม่ยอมศึกษาหาความรู้ใหม่ๆเข้ามาในชีวิต
3.ไม่ยอมเปลี่ยนแปลงตัวเอง
4.ขาดความใฝ่ฝัน และจินตนาการที่ดี
5.ไม่มีเป้าหมายที่ชัดเจน

ทำไมถึงจน? ทำไมต้องจน?  ไม่มีเวลา? ทำไมไม่มีเวลา? ส่วนลึกของจิตใจพวกเราที่ชอบใช้ประโยคนี้อยู่บ่อยๆซ้ำๆ มันจะทำให้เราไม่มีทางออก เพราะการใช้ประโยคนี้ที่ผิดๆ มันจะกลายเป็นโจทย์ของชีวิตเรา เพราะเมื่อคุณจะตอบประโยคคำถามที่ว่า ทำไมถึงจน? ทำไมต้องจน?  ไม่มีเวลา? ทำไมไม่มีเวลา? ดิฉันเชื่อว่า คุณคงจะค้นหาคำตอบที่เป็นสาเหตุของความล้มเหลวเหล่านั้นอย่างถึงที่สุด เช่นอาจจะตอบว่า พ่อแม่ไม่รวยมาก่อน ไม่ขยัน ไม่รู้จักเก็บเงิน มัวทำแต่งานเลยไม่มีเวลาฯลฯ ที่เป็นสาเหตุของคำถามเหล่านั้น เมื่อตั้งโจทย์ชีวิตผิด คำตอบที่ได้อาจจะถูกต้องที่ว่า ทำไมถึงจน ทำไมไม่มีเวลา แต่มันจะมีประโยชน์อะไรที่เราจะต้องไปขุดคุ้ยค้นหาเหตุผลของความล้มเหลวเหล่านั้น หากเราตั้งโจทย์ชีวิตถูก แทนที่เราจะหยุดอยู่ตรงที่ว่า ทำไมถึงจน ทำไมไม่มีเวลา ชีวิตเราก็จะมุ่งไปข้างหน้าเพื่อค้นหาสิ่งที่เราต้องการมากกว่าเหตุผลของความล้มเหลวนั้น

โจทย์ที่ถูกต้องของชีวิตก็คือ “จะทำอย่างไรชีวิตเราถึงจะประสบความสำเร็จ” งานหรืออาชีพอะไรที่สามารถให้ในสิ่งที่เราต้องการ ? เมื่อเราต้องการเงิน เราต้องเรียนรู้เรื่องเงิน เมื่อเราต้องการเวลา เราต้องรู้ว่าจะได้มันมายังไง สำคัญที่สุดคือ ต้องรู้ว่า เราติดกับดักอะไรอยู่ และเราจะออกจากกับดักนี้ไปได้อย่างไร เพราะความรู้ทางด้านการเงินที่แท้จริง คือหนทางที่ทำให้คุณพร้อมครอบครัว นำไปสู่การใช้ชีวิตได้อย่างที่ต้องการ และสิ่งที่จะต้องเปลี่ยนก็คือ สิ่งที่สามารถควบคุมได้ด้วยตัวของคุณเองอย่างแท้จริง ..นั่นคือ ตัวคุณ ใช่หรือไม่

ความต้องการอะไร ? (ของผู้มุ่งหวัง)

นานที จะขอกลับมาเขียนเรื่องพื้นฐานของผู้มุ่งหวังสักหน่อยว่า ที่แท้จริงแล้วพวกเราต้องการอะไร ? กันแน่ เพราะฉะนั้น เรื่องราวสำคัญในวันนี้ สิ่งที่ดิฉันอยากให้นักธุรกิจเครือข่ายทั้งหลายต้องรู้ ต้องเข้าใจคือ มนุษย์ต้องการอะไร  ผู้มุ่งหวังกำลังมองหาอะไร ? จากประสบการณ์การทำงานในโลกธุรกิจเครือข่ายของดิฉันบางครั้งก็ล้มเหลวไม่เป็นท่า ทำให้ดิฉันได้เรียนรู้ว่าสิ่งที่สำคัญที่สุดในการทำธุรกิจเครือข่ายให้ประสบความสำเร็จ คือ การสร้างความสัมพันธ์ และการเข้าใจความต้องการของมนุษย์ เพราะถ้าไม่เรียนรู้เรื่องเหล่านี้ ก็หาคนมาสมัครไม่ได้ เมื่อสมัครคนไม่ได้ก็ไม่มีรายได้ แล้วก็ล้มตายไปจากสุดยอกดธุรกิจทั้งหลาย อย่างที่คน 99% ในโลกธุรกิจเข้าเป็นกัน จากพื้นฐานความต้องการของมนุษย์ ที่เป็นผู้ชี่ยวชาญทางด้านนักมนุษยวิทยาได้แบ่งระดับความต้องการของมนุษย์ ตามทฤษฏีลำดับขั้นความต้องการของมนุษย์ ( Maslow’s Hierarchy of Needs) ออกมาเป็น 5 ระดับ

1. ความต้องการทางด้านร่างกาย (Physiology Needs) เป็นความต้องการขั้นพื้นฐานของมนุษย์ หรือสิ่งมี ชีวิต ที่ต้องมีการเติมเต็มไม่ให้ขาด เพราะเป็นสิ่งสำคัญในการดำรงชีวิตให้อยู่ได้ เกิดขึ้นเช่น อ๊อกซิเจน, อาหาร, น้ำดื่ม , การพักผ่อนนอนหลับ หรือ ความต้องการทางเพศ ถ้าขาดสิ่งเหล่นนี้ไปหรือมีอยู่อย่าง ไม่พอเพียงแล้ว ความต้องการด้านอื่นในระดับที่สูงกว่าก็จะไม่เกิดขึ้น ซึ่งความต้องการหลักของนักธุรกิจเครือข่ายต้องการก็คือ รายได้ ถ้าธุรกิจไหนสร้างรายได้มหาศาลให้กับคนที่ทำแล้ว หรือวิธีการไหนที่ทำให้เขาสร้างรายได้ืั้ต้องการแล้ว ก็จะแย่งกันเข้าไปทำ ซึ่งทำให้ทุกบริษัทเครือข่ายโปรโมทแผนการสร้างรายได้ หรือ ค่าคอมมิชชั่น หรือโบนัสต่างๆ เพื่อดึงดูดให้คนเข้ามาสนใจ เข้ามาทำธุรกิจด้วยความตื้นเต้น และความอยากได้เงินมหาศาลอย่างที่คนอื่นทำได้ แต่จากสถิติคน 99 % จะเลิกทำธุรกิจเครือข่าย ภายในเวลา 1-3 เดือน เพราะไม่มีรายได้จากการทำธุรกิจ หรือสร้างรายได้ไม่พอกับรายจ่ายในการทำธุรกิจ เพราะไม่รู้วิธีการสมัครคน หรือมีระบบการทำงานที่ไม่มีประสิทธิภาพพอ

2. ความต้องการความปลอดภัย ( Safety Needs ) เมื่อความต้องการทางร่างกายได้ถูกเติมเต็ม แล้วความต้องการขั้นต่อไปคือ ความต้องการความปลอดภัย ความมั่นคง ซึ่งมนุษย์นั้นจะเป็นผู้มองหาความมั่นคง ในทุกเรื่องในการดำเนินชีวิต หรือกับเหตุการที่เผิชญอยู่ของเขาเหล่านั้น เช่น ความมั่นคงในการทำงาน สุขภาพ หรือรายได้  ความมั่นคงในการทำธุรกิจเครือข่าย ที่มองเป็นรูปธรรมได้ก็คือ ตัวบริษัทที่เราจะเข้าร่วม เช่น ชื่อเสียง ของบริษัท, ความมั่นคงของบริษัท, บริษัทเปิดมานานหรือยัง, มีบริษัทหรือศูนย์ธุรกิจอยู่ในเมืองไทย หรือไม่, ประสบการณ์ในโลกธุรกิจเครือข่ายของผู้นำธุรกิจ ซึ่งนักธุรกิจเครือข่ายทั้งหลายต้องให้ราย ละเอียดเหล่านี้ให้ผู้มุ่งหวังได้อย่างถูกต้องเมื่อถูกสอบถาม ซึ่งคำถามยอดนิยมในธุรกิจเครือข่ายของผู้มุ่งหวังถาม เพราะเกิดจากความไม่มั่นใจในการ ทำธุรกิจ เครือข่าย เช่น ทำเงินได้จริงอย่างที่บอกหรือเปล่า?, คุณทำเงินได้เท่าไหร่แล้วจากธุรกิจนี้? หรือถ้า คุณสร้างรายได้ 6 -7 หลักอย่างที่บอกได้แล้ว ค่อยมาคุยกันใหม่? ต้องสมัครคนหรือ ต้องขายของหรือเปล่า? ซึ่งเมื่อ ผู้มุ่งหวังไม่ได้รับคำตอบอย่างที่คิดไว้ หรือไม่ได้รับการตอบสนองที่พึงพอใจอย่างที่ บอกไว้ โอกาสที่จะถูกปฎิเสธก็จะมีสูลขึ้นไปด้วย

3. ความต้องการความรักและการเป็นเจ้าของ ( Belongingness and love Needs) ความต้องการลำดับต่อไป ซึ่งเป็นสิ่งที่ทำให้มนุษย์อยู่ร่วมกันเป็นสังคม และมีการสร้างความสัมพันธ์ระหว่าสงบุคคล ก็คือ ความรัก และการเป็นเจ้าของ การได้รับการยอมรับจากสังคม หรือได้รับการดูแลเอาใจใส่ ซึ่งมนุษย์จะรู้สึกเจ็บ ปวดเมื่อถูกทอดทิ้ง หรือไม่ได้รับการยอมรับของสังคม
 ไม่มีเพื่อน และไม่ได้รับการนับถือ หรือยกย่อง ซึ่งกันและกันในครอบครัว คนรัก หรือระหว่างเพื่อนแล้ว ถ้ามนุษย์ไม่ได้รับการเติมเต็มในเรื่องนี้ แล้วสิ่ง ที่ก่อให้เกิดดความรู้สึกว่าตัวเองไม่มีคุณค่า ชีวิตล้มเหลว ไม่อยากทำอะไรต่อไป สิ้นหวังหมดกำลังใจ จนอาจรุนแรงถึงการฆ่าตัวตายได้  ในการทำธุรกิจเครือข่ายแล้วความต้องการลำดับที่ 3 นี้ จะเป็นทางด้านการสร้างความเชื่อมั่น หรือการสร้างความสัมพันธ์ระหว่างบุคคล การดูแล และใส่ใจระหว่างอัพไลน์กับดาวไลน์ก็ดี หรือระหว่างผู้มุ่งหวังกับอัพไลน์ก็ดี ซึ่งปัญหาที่เกิดขึ้นระหว่างนักธุรกิจเครือข่ายกับผู้เข้าร่วมธุรกิจที่มาใหม่คือ เมื่อเข้าร่วมธุรกิจแล้วอัพไลน์ก็หายไป หรือไม่ได้การแนะนำวิธีการทำงานที่ถูกต้อง


4. ความต้องการได้รับการยกย่องนับถือยกย่อง ( Self-Esteem Needs) ซึ่งเป็นแรงผลักดันจากความต้องการในลำดับความต้องการขั้นที่ 3 หลังจากที่ได้รับความรักจากผู้อื่นแล้ว ซึ่งการนับถือยกย่องจากสังคมก็จะเกิดขึ้นอย่างอัตโนมัติ ซึ่งการนับถือยกย่องจะแยกย่อยไปได้เป็น 2 ส่วนหลักๆ
การนับถือตัวเอง ( Self- respect ) ความเชื่อมั่นและศรัทธาในตนเอง เป็นกุญแจสำคัญแห่งความประสบความสำเร็จในทุกด้าน เป็นแรงกระตุ้น ซึ่งก่อให้ความรู้สึกว่ามีคุณค่าแก่ผู้อื่นหรือมีประโยชน์กับผู้อื่น ซึ่งการนับถือตัวเองจะนำไปสู้ความสำเร็จในการทำ

งานและก่อให้เกิดความเป็นผู้นำในตัวบุคคลนั้น ซึ่งเป็นคุณสมบัติที่มีอยู่ในตัวของนักธุรกิจที่ประสบความสำเร็จอย่าง บิล เกตต์ เจ้าของ ไมโครซอฟ ,โดนัล ทรัมพ์ เจ้าพ่ออสังหาริมทรัพย์ระดับโลก หรือ สตีฟจ๊อบเจ้าของบริษัทแอปเปิล หรือผู้นำในธุรกิจ เครือข่าย ผู้ที่เป็นพ่อทีม แม่ทีม ในธุรกิจต่างๆ ที่สร้างรายได้มหาศาล ซึ่งในมุมของโลกธุรกิจเครือข่าย แล้ว 95 % ของคนที่จะเข้าร่วมธุรกิจนั้นหรือ จะกลัวการ สมัครคน หรือ ขายสินค้า หรือการต้องโทรติดต่อคนก็ดี เพราะไม่มีความมั่นใจว่าตัวเองจะทำได้ และสำหรับนักธุรกิจมือใหม่จะสูญเสียความมั่นใจ หลังจากที่ถูกปฎิเสธจากผู้มุ่งหวังสัก 5- 10 ครั้ง และจะสูญเสียความต้องการทำธุรกิจหลังจากที่ถูกปฎิเสธอย่างต่อเนื่อง  ความต้องการยกย่องนับถือจากผู้อื่น ( Esteem from other Needs ) คือ ความต้องการกียรติยศ ชื่อเสียง ได้รับการชม

เชย การยอมรับจากสังคม การยกย่องจากผู้คนรอบข้างอย่างจริงใจ
หลังจากการ ทำงานอย่างพากเพียรนั้น เป็นดั่งยาวิเศษ ที่ทำให้ความสัมพันธ์แน่นเฟ้นขึ้น หรือสร้างความเชื่อมั่น และศรัทธาในตัวบุคคลให้สูงขึ้น

5. ความต้องการที่ตอบสนองความต้องการที่แท้จริงของตัวเอง ( Self-Actualization Needs ) เป็นความต้องการขั้นสูงสุดที่เกิดขึ้น เมื่อความขั้นตอนพื้นฐานที่กล่าวมาแล้วถูกเติมเต็ม มนุษย์ปรารถนาที่จะเข้าใจตัวเองมากกว่าสิ่งใดสนใจในเรื่องของตนเอง มา

กกว่าสิ่งใดในโลก มนุษย์อาจใช่เวลาทั้งชีวิต สูญเสียเงินทองมากมาย เพียงเพื่อค้นหาว่าตัวเองต้องการอะไร และการได้ลิม้รสชาติแห่งความสุขที่ได้รับซึ่งความเข้าใจในตนเองอย่างแท้จริงคือ การเติมเต็มความปราถนาในทุกสิ่งทุกอย่างที่มนุษย์คนหนึ่งต้องการ และการบรรลุถึงจุดสูงสสุดแห่งศักยภาพของตนเอง อย่างเช่นศิลปินที่สร้างผลงานไปเรื่อยๆ เพียงเพื่อได้รับผลงานที่ดีที่สุด หรือนักกีฬาที่แย่งกันเอเป็นที่ 1 หรือ นักธุรกิจที่ประสบความสำเร็จที่ทำงานอย่างไม่มีวันหยุด เพื่อต้องการเป็นคนที่รวยที่สุด ทั้งที่มีทรัพย์สินมากที่สุด ความเข้าใจตัวเอง เป็นบริบทหนึ่งของการสร้างความสบูรณ์ที่สุดของชีวิตคนๆ หนึ่งเท่านั้นเอง ซึ่งการเติมเต็มความต้องการนี้ในการทำธุรกิจเครือข่ายก็จะเป็นการช่วยเหลือ แนะนำวิธีการทำธุรกิจที่ถูกต้อง หรือช่วยดาวไลน์ หรือผู้ที่อยู่ในสายงานสปอนเซอร์ค

นได้  สิ่งที่ทำให้นักธุรกิจเครือข่ายล้มเหลวในการสปอนเซอร์คนคือ ตอบไม่ตรงคำถามที่ผู้มุ่งหวังอยากจะรู้ หรือไม่ตอบสนองความต้องการของผู้มุ่งหวัง เพราะต้องการเพียงจะขายโอกาสทางธุรกิจของตัวเอง เพื่อตอบสนองแต่ความต้องการของตัวเองเท่านั้น

ดังนั้น นับจากนี้ไป ดิฉันเชื่อว่า เพื่อความสำเร็จในการสปอนเซอร์ผู้มุ่งหวังให้เป็นนักธุรกิจเครือข่าย, นักธุรกิจออนไลน์และออฟไลน์, นักธุรกิจขายตรงทั่วไป...ที่ผู้มุ่งหวังแย่งกันเข้าร่วมธุรกิจด้วย "จงเรียนรู้วิธีการเข้าถึงความต้องการของบุคคลที่ท่านติดต่อ ด้วยการเติมเต็มสิ่งที่เขาต้องการได้มากกว่าสิ่งที่เราต้องการให้ " โชคดีค่ะ  

วันศุกร์ที่ 28 กันยายน พ.ศ. 2555

"ความดี" จุดเริ่มต้นของ MLM

หากมองย้อนหลังไป เมื่อได้ทำธุรกิจเครือข่ายมาได้สักพัก ทำให้รู้เพิ่มขึ้นว่า การสร้างธุรกิจเครือข่ายที่ยั่งยืนได้นั้น ต้องเริ่มต้นจากการหา " คนดี " มาร่วมงาน คนดีที่มี " ความดี " จริงๆ ไม่ได้ต้องเป็นคนเก่ง คนรวย คนผ่านงานมาก่อน หรือคนที่ประสบความสำเร็จในธุรกิจนี้มาก่อน ซึ่งต้องมีดีจากการให้ ให้ที่ไม่ได้ต้องหวังผลตอบแทน ให้ก่อน ให้จนคนรับรู้สึกมีความสุข มีความสมหวัง คำว่า ธุรกิจเครือข่ายของคนดีจึงเกิดขึ้น ส่วนเมื่อเป็นนักธุรกิจขึ้นมาแล้วนั้นจะทำอย่างไรนั้นถึงจะประสบผลสำเร็จอย่างไร ? ดิฉันมีคำตอบ จากความเดือนร้อนเกี่ยวกับเศรษฐกิจในบ้านเมืองเรา อยู่ตรงที่นักธุรกิจไทยไม่ค่อยชอบสร้างเครือข่าย เลยกลายเป็นว่าประเทศไทยของเราที่ผ่านมา นักธุรกิจประเภทเดียวกัน แทนที่จะช่วยกันสร้างเครือข่าย กลายเป็นว่ากลับมาฟาดฟันกันเอง ผลสุดท้าย แม้ไม่มีใครมาทำลายเรา เราก็ทำลายกันเองเสียแล้ว เช่น แข่งขันตัดราคาสินค้ากันเอง เป็นต้น

ที่ผ่านมาความเสียหายทางเศรษฐกิจของชาติจึงได้เกิดขึ้น เพราะว่าแต่ละคนล้วนมองเห็นแต่ประโยชน์ ส่วนตนเป็นหลัก ซึ่งเป็นเรื่องของคนที่มีใจคับแคบ เพราะฉะนั้น คนที่ใจคับแคบจึงสร้างเครือข่ายคนดีไม่ได้ การจะสร้างเครือข่ายคนดีของนักธุรกิจได้สำเร็จนั้น สิ่งสำคัญก็คือ ต้องฝึกตนให้เป็นคนสายตายาว คนสายตายาวในที่นี้ไม่ใช่ต้องประกอบแว่น แต่หมายถึง มีสายตายาวจนกระทั่งมองกันข้ามชาติไปเลย คือ มองว่าที่เกิดมาชาตินี้ เราเกิดมาเพื่อสร้างบุญสร้างบารมี เกิดมาเพื่อทำความดี เกิดมาเพื่อปราบกิเลสให้หมด แล้วทำพระนิพพานให้แจ้ง แต่ในระหว่างสร้างบุญสร้างบารมีนั้น ยังต้องกิน ต้องใช้ ก็เลยต้องมาประกอบอาชีพ ประกอบธุรกิจกัน เมื่อยังต้องประกอบธุรกิจ ก็ขอให้มองว่า การประกอบธุรกิจนี้ไม่ใช่เป้าหมายชีวิต แต่เป็นเพียงแค่ทางผ่าน เป็นเพียงแค่อุปกรณ์ในการสร้างบุญสร้างบารมี เป็นเพียงแค่อุปกรณ์ในการปราบกิเลสให้หมดไปเท่านั้น เมื่อมองอย่างนี้แล้ว ใจของเราจะใหญ่ สายตาของเราจะยาว จากนั้นก็มองต่อไปว่า การที่เราจะสร้างเครือข่ายนักธุรกิจนี้ไม่ใช่แค่รวมเงินทุนกันเท่านั้น แต่ว่า เป็นเรื่องของการรวบรวมคนดี รวบรวมนักสร้างบารมีให้มาอยู่ร่วมกัน ทีนี้ความสำเร็จ ความสุข ก็จะเกิดขึ้นตามมาไม่ยาก 

คุณสมบัติของผู้ที่เป็นสมาชิกเครือข่ายคนดี MLM
ดิฉันขอเน้นให้ผู้ที่จะเข้ามาเป็นสมาชิกในเครือข่ายคนดีของเรานั้น ควรต้องมีคุณสมบัติดังต่อไปนี้
1. ประกอบสัมมาอาชีวะ ไม่เกี่ยงว่าใครจะมีอาชีพอะไรมาก่อน ไม่ว่าจะประกอบอาชีพต่างกัน หรือว่า
    เหมือนกันก็ตาม พอเมื่อมาเป็นสมาชิก MLM แล้วขอให้รักกัน ให้ใจกันเป็นพอ ที่สำคัญคือ ไม่
    ประกอบอาชีพต้องห้าม ไม่อิจฉาริษยา ไม่ใส่ร้ายป้ายสี เช่น พูดกล่าวหา ต้องการแกล้ง อยากเห็น
    คนอื่นทุกข์ใจ หาทางเพิ่มรายได้ผิดวิธีการ โกหกหลอกลวงเพื่อผลประโยชน์ส่วนตัว เป็นต้น
2. ไม่ติดอบายมุข ผู้ที่เข้ามาเป็นสมาชิก ต้องไม่แตะต้องอบายมุขทุกชนิดเป็นอันขาด จะดีมากๆ  
3. ประพฤติตนอยู่ในศีลในธรรม ถ้าใครไม่รักษาศีล 5 กันละก็คงไปด้วยกันไม่ได้ เพราะว่าเครือข่าย
    คนดีนี้ นอกจากจะประกอบอาชีพร่วมกันไป ช่วยเหลือกันไปแล้ว เมื่อมีโอกาสก็ต้องทำดี ช่วยเหลือ
    คน มีโอกาสสงเคราะห์คน สงเคราะห์ศาสนาด้วยบุญทานอะไรมีโอกาสก็รีบช่วยกันทำ อย่างนี้บุญ
    บารมีเกิดขึ้นตลอดทางทีเดียว

วิธีปฏิบัติตนเมื่อเข้าเป็นสมาชิกเครือข่ายคนดี MLM
จากนั้นแบ่งเวลาร่วมเป็นองค์กร หรือเป็นเครือข่ายกันแล้ว สิ่งที่ควรปฏิบัติต่อกัน ก็คือ
1. นอกจากใช้ทรัพย์เป็นทุนในการประกอบธุรกิจแล้วจะต้องแบ่งทรัพย์นั้น มาช่วยกันสร้างเครือข่ายคน
    ดีต่อไปอีกด้วย ในการแบ่งปันน้ำใจแก่คนตกทุกข์ได้ยาก
2. นอกจากจะเอาความรู้ความสามารถมาแลกเปลี่ยนเป็นทุนกันแล้ว ก็อย่าลืมเอาความดี ทั้งหลายที่
    ต่างคนต่างมีอยู่ มาแลกเปลี่ยนกันอีกด้วย คือ ไม่ว่าจะเป็นความรู้ทางด้านธรรมะ ความสามารถใน
    การปฏิบัติธรรม เทคนิคในการเข้าถึงธรรมในแง่มุมต่างๆ เทคนิคในการรักษาศีล ตั้งแต่วิธีรักษาทีละ
    วัน ทีละเดือน ทีละพรรษา ทีละปี แล้วก็เอามารวมกันเป็นทุนทางด้านอริยทรัพย์ ไม่ใช่เป็นทุนทาง
    ด้านโลกียทรัพย์ อย่างนี้เครือข่ายคนดีของนักธุรกิจ MLM ก็จะเกิดขึ้นเต็มแผ่นดิน แล้วการร่วมลง
    ทุนก้อนโตๆ กันก็คงไม่ยาก และเมื่อนั้นดิฉันเชื่อว่า ผลดีจากการทำดี ย่อมได้ดีอย่างแน่นอน
     ....สาธุ รวย รวย รวย

วันอังคารที่ 25 กันยายน พ.ศ. 2555

เหนื่อยไหม..คน(ขยัน)ดี

เหนื่อยไหม..มักเป็นคำที่เรามักจะพูดให้คนทำงานหนัก ชนิดไม่ได้พักผ่อน มาวันนี้ ถ้าคุณเหนื่อยกับการตามไล่ตามหาคนเข้าร่วมธุรกิจ MLM แล้วละก้อ ความเหนื่อยที่ต้องใช้ทุกวิถีทางที่จะสปอนเซอร์ผู้มุ่งหวังให้ได้ เหนื่อยกับการควักเงินจ่ายจนหมดกระเป๋ากับแผนการตลาดที่สุดยอดแต่สมัครใครไม่ได้
นักธุรกิจเครือข่ายทั่วๆ ไป ก็ชอบพูดโฆษณาเกินจริงตลอดเวลาว่า  ธุรกิจเครือข่ายนั้นทำง่ายได้จริง  แต่ทำไมสถิติคนล้มเหลวจึงสูงถึง 97% หล่ะ ดิฉัน
เองก็เคยล้มเหลวมาก่อน และก็พอรู้ตื้นลึกหนาบางของวงการนี้ดี แต่ถ้าดิฉันบอกว่า  มันมีวิธีการ ที่สามารถช่วยให้คุณดึงดูดผู้มุ่งหวัง และลูกค้า จำนวนมากๆ เข้ามาสู่ธุรกิจของคุณได้ ไม่ว่าคุณจะทำธุรกิจบริษัมไหนก็ตาม โดยผู้มุ่งหวังเหล่านั้น  ติดต่อเข้ามาพร้อมกับบัตรเครดิตหรือเงินสดในมือ และต้องการที่จะเข้าร่วมธุรกิจกับคุณด้วยความสมัครใจของเขาเอง คุณว่ามันน่าสนใจไหม   แน่นอน! ดิฉันสนใจมันมากเลย เพราะเมื่อดิฉันได้เรียนรู้วิชานี้แล้ว เสียงคำปฏิเสธของผู้มุ่งหวังก็กลายเป็นอดีต  ใช่…ไม่มีโดนปฏิเสธอีกเลย
คนที่เคยปฏิเสธคุณ มีโอกาสที่จะย้อนกลับมาเป็นดาวน์ไลน์ของคุณในที่สุด และนี่คือจุดจบของการทำธุรกิจเครือข่ายยุคไดโนเสาร์ ที่คุณต้องออกไปไล่ล่าหาเหยื่อผู้มุ่งหวัง ทุกวันๆ แต่ดัวยวิธีการที่คุณจะได้เรียนรู้ต่อจากนี้…จะทำให้คุณเหมือนเป็นเหยื่อ  ที่จะเป็นผู้ถูกไล่ล่าจากผู้มุ่งหวัง  ที่อยากจะเข้าร่วมธุรกิจกับคุณ  เพราะเขารู้และเข้าใจดีว่า คุณคนเดียวเท่านั้นคือผู้ที่นำความสำเร็จมาสู่เขาได้ ดิฉันขอแนะนำให้คุณค่อยๆ ติดตามเรื่องราวดีดีจากที่นี่ หรือโทรมาคุยก็ได้ เพราะว่าอันที่จริงแล้ว! คุณไม่จำเป็นที่จะต้องไล่ตามหาผู้มุ่งหวังเลย  ไม่จำเป็นต้องตามตื้อชวนเพื่อน หรือญาติพี่น้อง ออกไปแจกใบปลิว การชวนคนเข้าร่วมงานประชุมตามโรงแรม  หรือการมีรายจ่ายมากกว่ารายได้…

ในการทำธุรกิจเครือข่าย สิ่งที่ดิฉันอยากจะบอกก็คือ  มันยังมีวิธีการที่ทำให้คุณได้เงินจากการสปอนเซอร์ผู้มุ่งหวังได้อย่างไม่รู้จบ ถึงแม้สุดท้ายเขาเหล่านั้น จะไม่เข้าร่วมธุรกิจกับคุณ คุณก็ยังมีรายได้มาเลี้ยงตัวเองและครอบครัว คุณจะได้รับประสบการณ์ใหม่  จากการที่ผู้มุ่งหวังร้องขอ และตื๊อที่จะเข้าร่วมธุรกิจของคุณเอง โดยที่คุณไม่ต้องโทรไปชวนเขาก่อนแม้แต่ครั้งเดียว ดิฉันคิดว่าเราถึงเวลาหยุดที่ต้องสร้างธุรกิจแบบเดิมๆให้ เสียเงิน…เสียเวลา…เสียความรู้สึก แล้วมาเริ่มต้นทำในสิ่งที่เวิ์รคมากๆกันดีกว่า กับวิธีการสร้างรายได้จากการสปอนเซอร์ผู้มุ่งหวังที่หลั่งไหลเข้ามาหาคุณอย่างไม่มีที่สิ้นสุดจริงๆ ขอให้ทุกคนจงขยันเรียนรู้เทคนิคที่จะทำให้เกิดผลลัพธ์อย่างยิ่งใหญ่ในการสปอนเซอร์ผู้มุ่งหวังของคุณได้จากที่นี่ประจำ รับรองเดี๋ยวก็เก่งเอง..ขอบอก